ดีล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ – พญาไท ใครได้ใครเสีย

นับเป็นเรื่องใหญ่ในวงการสุขภาพ เมื่อเครือรพ. กรุงเทพตั้งโต๊ะนอกรอบ กว้านซื้อหุ้นของเครือรพ. พญาไท ด้วยมูลค่า 9,825.36 ล้านบาท นับเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงสุดในวงการแพทย์ไทยเลยทีเดียว และดีลนี้ส่งให้รพ. กรุงเทพก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโรงพยาบาลในเอเชีย แต่เบื้องหลังที่นอกเหนือจากมุมทางธุรกิจ สิ่งที่เปลี่ยนไปในวงการสุขภาพ คืออะไร?

เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ประกอบด้วยโรงพยาบาล 19 โรงหลัก คือโรงพยาบาลกรุงเทพ 13 สาขา สมิติเวช 4 สาขา BNH และ โรงพยาบาลรอยัล ในขณะที่โรงยาบาลพญาไท ประกอบด้วยโรงพยาบาลพญาไท 4 สาขา โรงพยาบาลพระรามเก้า โรงพยาบาล เปาโลอีก 4 แห่ง นอกเหนือจากธุรกิจหลักที่เป็นโรงพยาบาลแล้ว โรงพยาบาลกรุงเทพยังมีบริษัทผลิตยา Medic Pharma หรือ สหแพทย์เภสัช ห้องปฏิบัติการที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของไทย ศูนย์ X-Ray และบริษัท Logistic ในมือ ดังนั้นเมื่อรวมโรงพยาบาลทั้งสองเครือแล้ว เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ สามารถพัฒนาศักยภาพการรักษาให้ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ มีการหมุนเวียนบุคลากรและจัดการทรัพยากรได้อย่างเป็นระบบ

ดีลนี้จึงส่งให้เครือโรงพยาบาลกรุงเทพทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของวงการสุขภาพไทยได้ไม่ยาก และด้วยนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติของรัฐบาล ที่ผลักดันมาหลายยุคหลายสมัย ทำให้การแข่งขันของโรงพยาบาลกรุงเทพไม่ใช่แค่คู่แข่งของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังข้ามไปแข่งขันกับโรงพยาบาลของต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

แต่สิ่งที่ตามมาจากดีลนี้ไม่ใช่ในแง่มุมทางธุรกิจและบริการสุขภาพที่พัฒนาขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าติดตามมาคือศักยภาพในการแข่งของของโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กที่จะยิ่งลดลง ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่ความสามารถในการจัดการทรัพยากรที่พัฒนาขึ้นจนเกือบเป็นธุรกิจผูกขาด เพราะมีระบบทุกอย่างครบวงจร และสามารถหมุนเวียนภายในเครือโรงพยาบาลได้อย่างคล่องตัว ประกอบกับระบบ logistic ที่มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเชื่อมโยงระบบการทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน ปิดจุดอ่อนที่โรงพยาบาลเคยมีได้อย่างลงตัว ผลคือโรงพยาบาลขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับเดียวกัน

ประเด็นต่อมาและนับเป็นประเด็นสำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรบุคคลในระบบ เดิมโรงพยาบาลกรุงเทพนับเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลค่อนข้างน้อย ด้วยแรงจูงใจในการจ้างงานหลายอย่าง และ ความสามารถในการหมุนเวียนบุคลากรระหว่างโรงพยาบาลในเครือที่ยิ่งทำให้การบริการของโรงพยาบาลกรุงเทพ เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

แต่ในอีกทางหนึ่ง สิ่งนี้นับว่าเป็นปัจจัยดูดบุคลากรจากโรงยาบาลเอกชนอื่นๆ และโรงพยาบาลรัฐไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ คงต้องยอมรับว่าการกำหนดค่าตอบแทนด้วยมาตรฐานโรงพยาบาลกรุงเทพ สามารถดึงคนจากที่อื่นไปได้จริงๆ และเมื่อรวมกับเครือพญาไทแล้ว ยิ่งมีแนวโน้มจะดึงคนได้สูงขึ้น แม้ว่าระบบบริหารจะยังมีการแยกส่วนกัน แต่ในอนาคต คงตอบได้ยากว่า จะเกิดนโยบายการจัดการกำลังคนแบบรวมศูนย์หรือไม่ เพราะถ้าโรงพยาบาลกรุงเทพเริ่มจัดการกำลังคนเต็มรูปแบบ จะเกิดบรรทัดฐานในการจ้างงานใหม่ทั้งประเทศไทย โรงพยาบาลอื่นๆ จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในการดึงบุคลากรไว้ กำลังคนภาครัฐจะยิ่งไหลออกได้ง่ายขึ้น

ประเด็นสุดท้ายคือการแบ่งปันเทคโนโลยี แม้ว่าแนวคิด Public-Private Partnership หรือการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันนั้น จะเป็นประเด็นหนึ่งที่เครือโรงพยาบาลเอกชนพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดการสนับสนุนความเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ยังคงถูกจำกัดในกลุ่มคนที่มีเงินเท่านั้น เพราะการที่จะใช้เทคโนโลยีในการรักษานั้น เป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ในการปฏิบัติ โรงพยาบาลรัฐน้อยแห่ง จะกล้าส่งคนไข้ไปใช้อุปกรณ์ชั้นสูงที่โรงพยาบาลเอกชน ในขณะที่โรงเรียนแพทย์ยังมีอุปกรณ์นั้นอยู่ เพียงแต่ต้องรอคิวยาว และเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็มีแนวทางการจัดสรรทรัพยากรที่เด่นชัดกว่าที่อื่น ดังนั้นการที่จะให้แบ่งปันเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นสูงให้กับระบบของรัฐนั้น ย่อมมีข้อจำกัดอย่างเห็นได้ชัด

แม้ว่าการรวมตัวกันครั้งนี้จะมีเหตุผลว่าเพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันกับต่างชาติ แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยสภาพพื้นฐานของระบบบริการทางสาธารณสุขบ้านเรานั้น คนที่เสียประโยชน์ที่สุด ก็คงเป็นคนไข้ที่ต้องพึ่งพาโรงพยาบาลรัฐในการรักษาพยาบาล เพราะยิ่งเพิ่มโอกาสในการสูญเสียผู้ให้บริการในระบบ

และคนที่ได้ประโยชน์ที่สุด คงหนีไม่พ้นผู้ถือหุ้นโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีแต่จะดึงกำไรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภก. อภิชาติ จันทนิสร์
สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ ภายใต้สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข

ภาพจากเวบไซต์โรงพยาบาลกรุงเทพ

About Apichart Chantanisr