สรุปประเด็นการประชุมถอดบทเรียน “จากมหาอุทกภัย สู่ข้อเสนอการพัฒนาระบบจัดการภัยพิบัติ”
ณ โรงแรม Prince Palace
วันที่ 9 – 10 มกราคม 2555
วันที่ 9 มกราคม 2555 – ช่วงเช้า
ช่วงเช้า – นพ.อำพล จินดาวัฒน์ เป็นประธานเปิดงาน และมีการอภิปรายโดย อ.สมิทธ ธรรมสโรช, คุณไมตรี ตัวแทนอาสาจากบ้านน้ำเค็ม อ.สุภาพร จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนพ.พลเดช คณะทำงานเฉพาะประเด็นการรับมือภัยพิบัติโดยมีชุมชนป็นศูนย์กลาง โดยมีเนื้อหาโดยย่อดังนี้
อ.สมิทธกล่าวถึงการจัดการน้ำ, ความเหมาะสมในการจัดการของภาครัฐ, การดำเนินงานของกยน. และระบบการเตือนภัยของภาครัฐ ซึ่งการตั้งศูนย์เตือนภัยนั้น จัดตั้งโดยระบบมาตรฐานโดยมีการสนับสนุนของศูนย์ที่ฮาวาย ทำให้ระบบเตือนภัยของไทยนั้น ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับสากล แต่การบริหารจัดการนั้นมีปัญหาทำให้ผู้บริหารศูนย์ไม่ได้มาจากผู้เชี่ยวชาญจริง
คุณไมตรี ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยสึนามิจากบ้านน้ำเค็ม กล่าวว่าความแตกต่างของน้ำท่วมกับสึนามินั้นที่สำคัญคือสึนามิมีเวลารู้ล่วงหน้าหลังจากเกิดแผ่นดินไหวประมาณ 45 นาที ส่วนน้ำท่วมนั้น พื้นที่ปลายน้ำ มีเวลาเตรียมการกว่า 2 เดือน แต่การจัดการปัญหาน้ำท่วมกลับแตกต่าง เพราะการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่างกัน และภายหลังจากเหตุการณ์การจัดการโดยภาคประชาชนพื้นที่ประสบภัยมีความเข้มแข็ง ดังนั้นชาวบ้านน้ำเค็มจึงสามารถออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยอื่นๆ ได้ เพื่อให้เกิดแนวคิด 1. ช่วยตนเองให้ได้ 2. ช่วยผู้อื่นให้ได้ 3. อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ 4. ช่วยให้เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่เป็นปัญหาคือภาครัฐไม่ยอมให้ชุมชนจัดการตนเอง เช่น การทำป้ายเตือนภัย กลับทำโดยภาครัฐ ทั้งที่ชาวบ้านรู้พื้นที่ดีกว่า สุดท้ายต้องมีการแก้ไข
อ.สุภาพร ได้อภิปรายในประเด็นการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งรัฐยังขาดความต่อเนื่องในการจัดการ และไม่สามารถสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนได้ว่าตนจะได้รับผลกระทบ จนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าน้ำมา “เร็ว,สูง,นาน” เกินคาด ทั้งที่มีภาพให้เห็นในจังหวัดทางเหนือที่น้ำท่วมก่อนแล้ว ภาครัฐจึงต้องสื่อสารให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อาจเกิด เพื่อให้มีการเตรียมพร้อม และสื่อมวลชนต้องเป็นที่พึ่งพาได้ รวมถึงให้ความสำคัญกับสื่อท้องถิ่นด้วย เพราะสื่อท้องถิ่นสามารถรายงานและวิเคราะห์พื้นที่ได้มากกว่าสื่อหลักซึ่งไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ได้ การที่สื่อหลักเป็นตัวแทนของความช่วยเหลือจึงกลายเป็นความล้มเหลว และสิ่งที่แย่กว่าคือวัฒนธรรมการแจกของ ซึ่งทำให้พึ่งพาตนเองไม่ได้ สื่อไม่ควรแจกของแต่ควรชี้ประเด็นปัญหาและตรวจสอบยุทธศาสตร์ของรัฐ เพื่อเปิดความรู้ที่ถูกต้อง
อ.สุภาพรยังเน้นว่า ในภาวะวิกฤติต้องมีการเปิดข้อมูลที่แท้จริงให้ประชาชนทราบ โดยมีการใช้ข้อมูลจากทุกฝ่าย แต่ให้มีการจัดการข้อมูลที่เป็นเอกภาพ ไม่ใช่มีผู้พูดได้คนเดียว แต่การตัดสินด้านยุทธศาสตร์ต้องมีเอกภาพ โดยให้ส่วนกลางตัดสินใจในภาพใหญ่และชุมชนกำหนดแนวทางปฏิบัติเอง (Single Command)
ในส่วนของนพ.พลเดชนั้นมองว่า แผนจัดการภัยพิบัติที่มียังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่จะทบทวนแผนแล้ว ซึ่งแผนเดิมให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการ แต่จากตอนนี้ควรใช้ชุมชนมาจัดการ ซึ่งแผนฟื้นฟูของรัฐที่ออกมาใหม่นั้น ไม่มีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สิ่งที่ควรทำคือการจัดการระดับชมชนโดยใช้ท้องถิ่นเป็นที่ตั้งและคนในชุมชนมามีส่วนร่วมในการจัดการ ซึ่งโดยความเป็นชุมชนต้องมีความเป็นปึกแผ่น มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีภาวะผู้นำ ซึ่งชุมชนที่จัดการตนเองไดนั้น ต้องมีความพร้อม เช่นมีการทำแผนที่จุดเสี่ยงของชุมชน และต้องมีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เพื่อจัดการได้ง่าย มีแผนปฏิบัติการในระดับชุมชน ส่วนการเตือนภัยนั้นต้องมีระดับรัฐและชุมชน มีการสร้างเครือข่ายเตือนภัยภาคประชาชนให้เชื่อมโยงกับศูนย์ปัจจุบัน และอาจจะมีช่องทางสื่อสารใหม่เช่นสถานีโทรทัศน์ วิทยุ รวมทั้งมีการตั้งกองทุนภัยพิบัติระดับชุมชน
วันที่ 9 มกราคม 2555 – ช่วงบ่าย
เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นในภาพรวมในห้องย่อยต่างๆ สรุปประเด็นที่น่าสนใจเช่น
- ผังเมือง โดยตัวแทนจากสำนักผังเมือง กรุงเทพ –เคยมีการพัฒนาผังเมืองไว้ตั้งแต่สมัยร. 5 เพื่อกำหนดพื้นที่เกษตรและพัฒนาเมืองไว้ เช่นพื้นที่ธัญบุรี มีนบุรี ลาดกระบัง ถูกกำหนดเป็นพื้นที่เกษตร แต่ปัจจุบันถูกละเลย มีการใช้ที่ดินผิดประเภท มีการถมที่ ทำให้เกิดปัญหาน้ำยกตัว ถ้าไม่ถมก็ไม่ได้
- การจัดการ Logistic เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงหลายครั้งในห้องย่อย เนื่องจากมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการขนส่งผู้ป่วย การกระจายของบริจาค รวมถึงแนวคิด Humanitarian Logistic
- การจัดการพื้นที่เพื่อเตรียมรับน้ำ โดยตัวแทนจากนครปฐม – มีการเตรียมตัว ศึกษาเส้นทางน้ำที่จะมา มีการทำแผนที่ภูมิศาสตร์เพื่อดูว่าพื้นที่ใดเสี่ยงมากน้อยและเตรียมการขนส่งทางน้ำไว้
- การสื่อสาร – แนวคิดเรื่องการใช้วิทยุสื่อสาร ทั้งสถานีหลักและวิทยุพกพา เพื่อทดแทนระบบโทรศัพท์และระบบสื่อสารอื่น
- การดูแลคนต่างด้าวในพื้นที่ประสบภัยหรือผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชน มีความไม่เท่าเทียมกันสูง ทำให้เกิดปัญหาหลายได้ และความไม่เท่าเทียมกันระหว่างพื้นที่ต่างๆ เช่นกทม. กับจังหวัดข้างเคียง
- การให้ข้อมูลของภาครัฐ ไม่มีการประเมินข้อมูลที่เหมาะสม เช่นผู้ที่ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์พักพิงดอนเมือง มาเพราะเชื่อว่าจะไม่เจอปัญหาอย่างที่รัฐแจ้งไว้ แต่กลายเป็นว่าเมื่อมีน้ำแล้ว กลับถูกปล่อยปละละเลยไว้
วันที่ 10 มกราคม 2555 – ช่วงเช้า
เป็นการถอดบทเรียนแต่ละประเด็น สำหรับห้องย่อยการแพทย์และสาธารณสุขนั้น มีประเด็นดังนี้
- ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีการจัดการหลายประเด็นเช่นการขนส่งผู้ป่วยนั้นมีการเตรียมระบบโรงพยาบาลสำรอง หรือการเตรียมแผนรับมือในฝ่ายต่างๆ แต่ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่นเช่น การจัดการข้อมูลทางสถิติยังไม่เหมาะสม การจัดกาขยะ การจัดการแบบองค์รวม และการถอดบทเรียนเพื่อแบ่งปันกับประเทศอื่น
- นพ. วิวัฒน์ รองนพ.สสจ.ภูเก็ตอธิบายถึงหลักการในการจัดการที่ภูเก็ต ซึ่งมีการเตรียมตัวในปัจจุบันอย่างเป็นระบบมีการร่วมมือทั้งกับภาครัฐและเอกชน ทั้งเชิงนโยบายและโครงสร้าง เช่น การวางสัญญาความร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุนอุปกรณ์ในการกู้ภัย หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ไว้ล่วงหน้า รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ทำให้มีองค์ความรู้ในการจัดการอย่างครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือจากข้างนอกเท่ากับที่อื่น ประเด็นหนึ่งที่นพ.วิวัฒน์กล่าวถึงคือแนวคิดด้านการฟื้นฟู (Recovery) นั้น ไม่ควรจะมองว่า ฟื้นฟูแล้วต้องซ่อมแซมให้เหมือนเดิม แต่ต้องทำไปพร้อมกับการป้องกันการเกิดครั้งใหม่ และการจัดการพื้นที่นั้น ควรจะพิจารณาด้วย เช่นท่าศาลานั้นท่วมทุกปี หากเป็นไปได้ ควรย้ายออกจากพื้นที่ไม่ใช่คอยสู้อยู่ที่เดิม ในส่วนของระบบสื่อสาร นพ.วิวัฒน์เสนอแนวทางการใช้วิทยุสื่อสารชนิดเป็นเครื่องทวนสัญญาณ (Repeater) ในตัว เพื่อให้การทำงานราบรื่นไม่ต้องพึ่งพาสถานีทวนสัญญาณ ซึ่งอาจจะล่มได้ทุกเมื่อ และสามารถทำงานแบบ Real-time ได้มากกว่า
- คลินิคครอบครัวอบอุ่น คลองเตย เสนอปัญหาเรื่องยาคนไข้โรคเรื้อรัง วัคซีนในคนไข้เด็กและต่างด้าว นมเด็ก ซึ่งพบว่าคนไข้โรคเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่รู้จักยาของตัวเอง ไม่มีวิธีเก็บรักษายาที่เหมาะสม และจำไม่ได้ว่าตนใช้ยาอะไรบ้าง ส่วนวัคซีนนั้นเป็นปัญหาตั้งแต่หมดอายุ ชาวต่างด้าวไม่เคยมีการรับวัคซีนที่กำหนด และยังพบปัญหาการเลี้ยงดูเด็กเล็กในพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถให้นมแม่ได้ตามปรกติ แต่การจัดหานมผงสำหรับเด็กเป็นเรื่องยากมาก ทำให้เด็กบางคนต้องดื่มนมข้นผสมน้ำแทนนมสำหรับเด็ก
- ตัวแทนจากกรมอนามัยกล่าวถึงการจัดการศูนย์พักพิง ซึ่งยังไม่มีมาตรฐาน ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค จึงควรมีการกำหนดมาตรฐานศูนย์พักพิง เช่นการตั้งโรงครัว ห้องน้ำ การแยกผู้ป่วยในศูนย์พักพิง
- ประเด็นระบบยาซึ่งนำเสนอไป ได้แก่ประเด็น
- การจัดการยาในคนไข้เรื้อรัง ซึ่งยังมีปัญหาเช่นเม็ดยามีความหลากหลายเกินไปทำให้คนไข้ปฏิเสธการกินยา คนไข้ไม่ทราบยาของตน รายการยาที่คนไข้ต้องใช้มีความหลากหลายมากทำให้การจัดหาเป็นไปได้ยาก รวมถึงการจัดหายาสำหรับคนไข้ที่อยู่นอกสปสช. และคนไข้ต่างด้าว ซึ่งมีโอกาสน้อยลงในการเข้าถึงยาและได้รบการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม
- การดูแลรักษาคนไข้เด็ก พบว่ายาเด็กขาดแคลน และนมเด็กจัดหาไม่ได้ ทั้งในศูนย์พักพิงและข้างนอก แต่การสนับสนุนคนไข้เด็กนั้น มีน้อยและไม่ได้รับความสนใจ
- การขาดยาของโรงพยาบาล ควรมีการทดทวนระบบ Supply Chain เช่นการตั้ง Subdistribution Center ของระบบยา หรือการตั้งโรงงานในพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงการทำ Virtual inventory โดยการใช้ระบบฐานข้อมูลเดียว และการสร้างเครือข่ายของโรงพยาบาลพันธมิตรในการแลกเปลี่ยนยา ที่สำคัญคือการสนับสนุนของหน่วยงานเช่นอย. องค์การเภสัชกรรม ต้องทำได้รวดเร็วขึ้น และการจัดการพื้นที่คลังยาของโรงพยาบาล ที่ปัจจุบันมักจะอยู่ในชั้นใต้ดิน ซึ่งถ้ามีปัญหาก็จะโดนท่วมก่อน
- การจัดการศูนย์พักพิง เช่นการจัดการระบบวัคซีนในผู้อพยพ การจัดการระบบ Cold chain ในศูนย์พักพิง และการกระจายยาในศูนย์พักพิง
- การจัดการยาบริจาค ต้องมีการตรวจสอบทั้งการรับรอง (COA) วันหมดอายุ สภาพทางกายภาพ การนำไปใช้หรือกระจายต่อ รวมถึงการกำจัดทิ้ง
- มีการอภิปรายในประเด็นของระบบยา เช่น
- กระทรวงสาธารณสุข โดยนพ.ศุภกิจกล่าวว่า กระทรวงได้แก้ปัญหาที่นำเสนอไปมากแล้วจนกระทั่งได้รับคำชมจากผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นว่าการจัดการคนไข้เรื้อรัง ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่อาจจะยังแก้ไม่ได้ ซึ่งหลายคนในที่ประชุมไม่เห็นด้วย
- นพ.วิวัฒน์กล่าวว่า ในจังหวัดภูเก็ต มีแนวคิดว่า ถ้ายาจะหมดจากจังหวัด ทุกโรงพยาบาลต้องหมดเม็ดสุดท้ายพร้อมกัน คือในภูเก็ตจะใช้แนวคิดในการแบ่งปันทรัพยากรทุกอย่างในจังหวัดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด รวมทั้งยังเสนอแนวคิดว่า การเปลี่ยนระบบยา จากรับยาในโรงพยาบาลธรรมดาเป็นระบบใบสั่งยาเหมือนประเทศอื่นนั้น จะทำให้การแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลเกิดขึ้นได้ และคนไข้สามารถรับยาจากที่ไหนก็ได้ รวมถึงเข้าถึงข้อมูลยาของตนได้ตลอดเวลา
- ตัวแทนจาก อย. ให้ข้อมูลว่าได้ทำการไปแล้ว ทั้งเรื่องนำเข้าและกระจายยา
- นพ. สสจ. นครสวรรค์พูดในประเด็นการจัดการน้ำและการรับมือ ซึ่งที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์เสียหาย 19 ล้าน และได้รับเงินช่วยเหลือ 16 ล้าน เทียบกับอยุธยาที่เสียหายในหลักร้อยล้าน สิ่งที่ทำให้นครสวรรค์เสียหายน้อยกว่า เพราะว่าเข้าใจอยู่แล้วว่าจะต้องท่วม จึงเตรียมการไว้ล่วงหน้า ส่วนที่เหลือคือส่วนที่จัดการไม่ได้จริงๆ แต่ในประเด็นนี้ นพ. วิวัฒน์แย้งว่า อาจจะจำเป็นต้องสู้ด้วย เพราะสาธารณูปโภคควรจะยื้อให้นานที่สุด ไม่เช่นนั้นความเสียหายอาจจะมากกว่า
วันที่ 10 มกราคม 2555 – ช่วงเที่ยงและบ่าย
เป็นการสรุปบทเรียนจากแต่ละห้องย่อยมานำเสนอ จาก 9 ห้องย่อย ดังนี้
- ความเป็นธรรมในการจัดการ – จะให้ความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่รับน้ำเช่นเกษตรกรหรือชาวชนบทได้อย่างไร เพราะแม้ว่าจะรับรู้ว่าน้ำท่วมแน่ แต่ก็ต้องหาทางออกที่เป็นธรรมให้มากขึ้น
- พลังชุมชน – ต้องเริ่มมองความเป็นชุมชนก่อน สร้างจิตสำนึกในการจัดการตั้งแต่ครอบครัวถึงระดับประเทศ สร้างเครือข่ายชมชนให้เชื่อมโยงกัน มีแผนบูรณาการร่วมกันและตั้งกองทุนจัดการภัยพิบัติระดับชุมชนขึ้น
- การแพทย์และสาธารณสุข – ต้องทบทวนการจัดการผู้ป่วยเรื้อรังที่ขาดยา การขาดยาในโรงพยาบาล แนวคิดการใช้ระบบ Prescription การจัดทำคู่มือศูนย์พักพิงให้ถูกอนามัย และระบบสื่อสาร
- ระบบกู้ชีพกู้ภัย – ต้องแก้ปัญหาการสั่งการไม่ชัดเจน ปรับ Command System โดยไม่มองว่ากฎหมายให้อำนาจใคร แต่ต้องมองความเหมาะสม, มีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับชุมชน, ทำแผนที่ทรัพยากร แผนที่ผู้เชี่ยวชาญ เสริมศักยภาพให้บุคลากร, มีการปลูกฝังความพร้อมในการรับมือตั้งแต่โรงเรียน, แก้ไขเรื่องการเงินการคลังเพื่อให้นำงบประมาณมาใช้ได้ทันที รวมทั้งให้กำลังใจและสนับสนุนคนทำงาน
- พลังเครือข่ายท้องถิ่น – ต้องพัฒนาศักยภาพของท้องถิ่น เช่นอบต. ให้เป็นศูนย์กลางจัดการภัยพิบัติ และผู้บริหารท้องถิ่นต้องอำนวยการได้, มีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานวิชาการ มีการตั้งกองทุน แผนรับมือทั้งระยะสั้นและยาว รวมถึงมีคู่มือภัยพิบัติของตน, มีสื่อชุมชน และต้องมีการอุดหนุนงบประมาณให้กับพื้นที่ที่มีการจัดการตัวเอง
- การจัดการอาสาสมัคร – ควรมีการระบุความถนัดเพื่อแบ่งงาน มีการซ้อมเป็นระยะ และมีฐานข้อมูลอาสาสมัคร รวมทั้งต้องคัดกรองอาสาสมัครที่ต้องการทำงานในระยะยาว โดยเฉพาะกับเด็ก มีการปรับปรุงฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และรักษาความเป็นส่วนตัวของอาสา, ต้องมีการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นที่อยากทำงานอาสา สื่อต้องแสดงให้เห็นภาพรวมของงานอาหสา และมีการประสานงานอย่างเป็นระบบมีศูนย์กลางชัดเจน และเป็นอิสระจากภาครัฐ
- ระบบข้อมูล – ต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจน เข้าถึงง่าย และมีการใช้แบบจำลองเข้าช่วยในการทำความเข้าใจข้อมูล, มีการนำข้อมูลจากชุมชนมาใช้เพื่อให้มีการแจ้งเตือนได้ชัดเจนและตรวจสอบย้อนกลับได้, มีการใช้ระบบวิทยุชุมชนและวิทยุสื่อสารมาเป็นเครือข่ายสื่อสารภาคประชาชน, การสื่อสารกับประชาชนต้องอ้างอิงได้ เข้าใจง่าย หรือสามารถแปลเป็นภาษาพูดได้โดยไม่คลาดเคลื่อน ภาครัฐต้องนำข้อมูลไปจัดการให้ครบวงจร
- ศูนย์พักพิง – ต้องมีการจัดแนวทางการปฏิบัติตนในศูนย์เพื่อให้ผู้พักพิงที่มาจากหลากหลายที่มีบทบรทร่วม มีพลังในการจัดการตนเอง, มีการถอดบทเรียนจากที่อื่น, และมีการสร้างเครือข่ายของสถานพยาบาลที่จะเข้าถึงผู้ป่วยในศูนย์ต่างๆ ได้
- ผังเมือง – ต้องมีการกำหนดเป้าหมายของพื้นที่ โดยเอาธรรมชาติเป็นตัวตั้ง, มีการทำผังเมืองรวมในระดับภูมิภาค ไม่ใช่แค่ระดับท้องถิ่น, ต้องปรับเทคนิคการจัดโซนพื้นที่ กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยให้ชัดเจน ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ สังคม วิถีชีวิต, ปรับปรุงกฎหมายให้เชื่อมต่อกันเพื่อคุ้มครองพื้นที่สำคัญ, เน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาผังเมือง, สร้างความเป็นธรรมในการบริหารจัดการ และหากพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเชื่อมโยงกันต้องใช้การบริหารแบบพิเศษ และมีการสร้างเครือข่ายของผู้ใช้ที่ดิน รวมทั้งอาจจะมีการให้พื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมจ่ายเงินทดแทน
ประเด็นอื่นๆ ในการพูดคุย
- นพ.วรสิทธิ์ และ นพ.พีรมล ติดต่อขอร่วมทำ Guideline กับกพย. ในส่วนของวัคซีนและการจัดการยาเรื้อรัง
ความเห็นล่าสุด